หลายบริษัทเริ่มมองหาทางเลือกในการลดต้นทุนงานพิมพ์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีปริมาณการพิมพ์เอกสารจำนวนมาก และหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์เอง หรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร แบบไหนคุ้มกว่ากัน?”
หลายคนอาจมองว่า การซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ในราคา 20,000–30,000 บาท น่าจะประหยัดกว่าการเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร เพราะเป็นการจ่ายเงินซื้อเครื่องเพียงครั้งเดียว
แต่ในความเป็นจริง ราคาซื้อเครื่องไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด
อย่าดูแค่ราคาซื้อเครื่อง ต้องดู “ต้นทุนการใช้งานจริง”
ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเช่า บริษัทควรพิจารณาต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของเครื่องพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น
- ค่าหมึกหรือโทนเนอร์
- ค่าวัสดุสิ้นเปลือง
- ค่าอะไหล่
- ค่าซ่อมและบำรุงรักษา
- ค่าแรงช่างและบริการหลังการขาย
- อายุการใช้งานของเครื่อง
- ปริมาณการพิมพ์ต่อเดือน
- จำนวนผู้ใช้งานภายในสำนักงาน
- ความต้องการพิมพ์เอกสารสีและขาวดำ
- ความสามารถในการสแกน ถ่ายเอกสาร และพิมพ์เอกสาร A3
เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกัน ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากราคาซื้อเครื่องในวันแรกอย่างมาก
ซื้อเครื่อง 20,000–30,000 บาท อาจไม่ได้จบที่ 20,000–30,000 บาท
สมมติว่าบริษัทซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ราคา 25,000 บาท ในวันแรกอาจรู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
แต่เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมา เช่น ค่าโทนเนอร์ การเปลี่ยนอะไหล่ การซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายเมื่อเครื่องเริ่มเสื่อมสภาพ
หากบริษัทมีปริมาณการพิมพ์สูง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การเปรียบเทียบเพียงว่า
“ซื้อเครื่อง 25,000 บาท” กับ “เช่าเครื่องเดือนละเท่าไร”
อาจยังไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนที่ถูกต้อง
สิ่งที่ควรเปรียบเทียบคือ Total Cost of Ownership (TCO) หรือ “ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน”
แล้วการเช่าเครื่องถ่ายเอกสารเหมาะกับบริษัทแบบไหน?
การ เช่าเครื่องถ่ายเอกสารสำหรับสำนักงาน เหมาะกับบริษัทที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายและมีปริมาณการพิมพ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะองค์กร โรงงาน สำนักงาน และธุรกิจที่มีเอกสารจำนวนมาก
ข้อดีของการเช่าคือ บริษัทสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และในรูปแบบสัญญาที่เหมาะสม อาจมีบริการบำรุงรักษาและดูแลเครื่องรวมอยู่ด้วย ทำให้ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทุกอย่างด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ เครื่องถ่ายเอกสารสำนักงานยังสามารถรองรับงานได้หลากหลายกว่าเครื่องปริ้นเตอร์ทั่วไป เช่น พิมพ์ ถ่ายเอกสาร สแกน และรองรับกระดาษ A3 ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการมีอุปกรณ์หลายเครื่องภายในสำนักงาน
ปัญหาที่หลายบริษัทพบหลังจากซื้อเครื่องปริ้นเตอร์
สิ่งที่พบได้บ่อยคือ บริษัทซื้อเครื่องปริ้นเตอร์มาใช้งานก่อน เพราะคิดว่าประหยัดกว่า
แต่เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น เครื่องเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งในด้านความเร็ว ความจุกระดาษ ความสามารถในการสแกน หรือการรองรับงานพิมพ์จำนวนมาก
สุดท้ายบริษัทอาจต้อง เช่าเครื่องถ่ายเอกสารเพิ่มอีกหนึ่งเครื่อง
กลายเป็นว่า
ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ไปแล้ว 1 เครื่อง
สุดท้ายต้องเช่าเครื่องถ่ายเอกสารเพิ่มอีก 1 เครื่อง
ซึ่งอาจทำให้บริษัทมีต้นทุนรวมสูงกว่าการวางแผนระบบงานพิมพ์ให้เหมาะสมตั้งแต่แรก
ก่อนซื้อหรือเช่า ควรคำนวณจากการใช้งานจริง
ไม่มีคำตอบว่าการซื้อหรือการเช่า “ถูกกว่า” สำหรับทุกบริษัท เพราะความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละองค์กร
สิ่งสำคัญคือควรพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่
- ปริมาณการพิมพ์ต่อเดือน
- พิมพ์สีหรือขาวดำเป็นหลัก
- ต้องการพิมพ์ A4 หรือ A3
- ค่าใช้จ่ายด้านหมึกและการบำรุงรักษา
- ระยะเวลาที่บริษัทวางแผนใช้งานเครื่อง
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบระหว่าง ต้นทุนการซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ กับ ต้นทุนการเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร เพื่อดูว่าทางเลือกใดเหมาะสมกับบริษัทมากที่สุด
ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารกับ INK Corporation แบบไหนเหมาะกับคุณ?
หากบริษัทกำลังตัดสินใจว่าจะ ซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร หรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร ไม่ควรดูเพียงราคาของตัวเครื่องในวันแรก
เพราะ ต้นทุนที่ถูกที่สุดในวันที่ซื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดในระยะยาว
การวางแผนจากปริมาณการใช้งานจริง รวมถึงค่าโทนเนอร์ ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ และบริการหลังการขาย จะช่วยให้บริษัทเห็นต้นทุนที่แท้จริงและเลือกเครื่องได้เหมาะสมมากขึ้น
INK Corporation ให้บริการจำหน่ายและเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร Canon สำหรับสำนักงานและองค์กร พร้อมให้คำแนะนำตามลักษณะการใช้งานของแต่ละบริษัท
หากยังไม่แน่ใจว่า “บริษัทของคุณควรซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร?” สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานกับทีมงาน เพื่อช่วยประเมินรูปแบบเครื่องและค่าใช้จ่ายให้เหมาะกับธุรกิจของคุณก่อนตัดสินใจ